ผู้ประกอบการเหล็กเห็นแย้งกม.ตอบโต้ทุ่มตลาด

กลุ่มเหล็กเห็นแย้งเรื่อง พรบ.ตอบโต้ทุ่มการทุ่มตลาด โดยผู้นำเข้าบางรายหวั่น เกิดการผูกขาด ด้าน ผู้ผลิต เห็นว่า มุ่งส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม และการค้าเสรีตามกติกาโลก

ตามที่มีสมาคมผู้นำเข้าสินค้าเหล็กออกมาคัดค้านการปรับปรุง พระราชบัญญัติการตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ ที่กำหนดให้มีบทบัญญัติเรื่องการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า (Anti Circumvention : AC) โดยกังวลว่าจะก่อให้เกิดปัญหาการผูกขาดสินค้า ราคาไม่สอดคล้องกับต้นทุน หรือ การไม่สามารถนำเข้าสินค้าคุณภาพสูงได้นั้น

นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่า การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวเป็นการดำเนินการเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ในภาพรวมของอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมดของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเพื่ออุตสาหกรรมเหล็ก หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากสามารถบังคับใช้ได้กับทุกรายการสินค้าที่ผู้ส่งออกจากต่างประเทศมีพฤติกรรมส่งออกสินค้าทุ่มตลาด โดยการหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าที่ประเทศไทยมีการบังคับใช้อยู่

“กฎหมายการตอบโต้การหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าดังกล่าวมีการบังคับใช้ในหลายประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ซึ่งทั้ง 2 ประเทศดังกล่าว มีจำนวนการใช้มาตรการทางการค้าสำหรับสินค้าเหล็กเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก ประการสำคัญก็คือยังไม่พบปัญหาการผูกขาด หรือการขาดแคลนสินค้าแต่อย่างใด ในทางกลับกันยังเป็นประเทศที่มีปริมาณการนำเข้าสินค้าเหล็กเป็นอันดับ 1และ 2 ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบังคับใช้มาตรการทางการค้าเป็นเพียงการป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากบางประเทศเท่านั้น แต่ยังคงมีการแข่งขันอย่างเสรีกับผู้ผลิตจากประเทศที่ปฏิบัติตามกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) ”

นายวิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ISIT) กล่าวว่าปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าประเทศไทยมีการบังคับใช้มาตรการทางการค้ากับสินค้าเหล็กหลายรายการ แต่โดยปกติจะมีการยกเว้นการบังคับใช้สำหรับสินค้าเหล็กคุณภาพสูงที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศอยู่แล้ว รวมถึงยกเว้นให้กับการนำสินค้าเหล็กเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกเพื่อประโยชน์ในการแข่งขันกับประเทศต่างๆในตลาดโลก จะเห็นได้จากการที่ไทยเป็นผู้นำเข้าสินค้าเหล็กเป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา นั่นหมายความว่าการบังคับใช้มาตรการทางการค้าไม่ได้ทำให้การแข่งขันอย่างเสรีหายไป แต่เป็นการจำกัดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น

ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตเหล็กทั้งทรงยาว และทรงแบนโดยรวมประมาณ 20 ล้านตัน แต่มีการใช้อัตรากำลังการผลิตเพียง ร้อยละ 30-40 เท่านั้น จึงมั่นใจได้ว่ามีกำลังการผลิตเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประเทศ จึงเป็นไปไม่ได้ที่สินค้าเหล็กจะขาดแคลน หรือมีการกักตุนเพื่อทำกำไร-สำนักข่าวไทย